3 จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ ต้นตอของปัญหา

3 จังหวัด ชายแดน ภาคใต้

3 จังหวัด ชายแดน ภาคใต้

3 จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ ต้นตอของปัญหา – ประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน และทางออกที่มากกว่าแค่การเจรจา

  • รากของปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เกิดจากการให้ความรู้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของทางการที่คัดสรร-ตัดตอนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ในการปกครองของรัฐมากกว่าสร้างความเข้าใจของคนในชาติ จนคนในพื้นที่และรัฐมองประวัติศาสตร์กันคนละชุด
  • ประวัติศาสตร์ ‘ชาติ’ ไม่ยอมรับรู้หลักฐานที่เป็นพยานความมีตัวตนแท้จริงของรัฐปัตตานี ซึ่งมีความเป็นมาอย่างเอกเทศและยาวนานกว่าอาณาจักรสุโขทัย
  • ‘หลักของความสมานฉันท์ต้องเริ่มต้นจากการพูดความจริง’ คือความเห็นของ อานันท์ ปันยารชุน ใน พ.ศ. 2547 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)
  • อดีตจะหมดสถานะเป็นระเบิดเวลาทันที เมื่ออดีตไม่เกี่ยวโยงกับปัจจุบัน แต่ถ้าอดีตยังคงเชื่อมโยงและส่งผลกับปัจจุบันไม่ทางใดทางหนึ่ง ย่อมไม่มีทางที่คนจะหยุดคิดถึงอดีต

รากของปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดจากการมองประวัติศาสตร์กันคนละชุดของคนในพื้นที่และภาครัฐ รอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในบทความ ‘เปิดปมร้อน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใครคือผู้ก่อเหตุ? อะไรคือรากของปัญหาความรุนแรง? และการเจรจาเพื่อสันติภาพจะยุติเรื่องนี้ได้จริงหรือไม่?’

คำถามคือ ความแตกต่างของประวัติศาสตร์ระหว่างคนในพื้นที่และภาครัฐคืออะไร? และทำไมประวัติศาสตร์ที่ต่างกันถึงกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุและ ‘ราก’ ของปัญหาความรุนแรง?

ในวันที่รัฐบาล คสช. ตั้งทีม ‘ครม. ส่วนหน้า’ เพื่อหวังเข้าแก้ปัญหา ขณะที่หลายฝ่ายหวังให้สันติภาพเกิดขึ้นด้วยการหันมาเปิดหน้าเจรจา แต่ดูเหมือนว่าวันนี้และไม่กี่วันก่อนหน้า ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับบาดแผลของผู้คนในพื้นที่ ที่หลายกรณีไม่ได้รับการชำระสะสาง หรือถูกจัดเป็นคดีประเภท ‘ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด’ หากปัจจุบันคือผลพวงจากอดีต และอนาคตคือดอกผลของปัจจุบัน การกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา น่าจะช่วยให้เกิดความเข้าใจ เพื่อเป็นกุญแจไขสู่ ‘อนาคต’ ที่สันติ

ความหลากหลายในความไม่หลากหลายของประวัติศาสตร์’ ในแบบเรียนไทย จาก พ.ศ. 2520 ถึงยุค คสช.

งานวิจัย ‘เนื้อหาความเป็นพหุวัฒนธรรมในแบบเรียนไทย’ โดย ฐิติมดี อาพัทธนานนท์ ที่ได้ศึกษาแบบเรียนระดับประถมศึกษาตั้งแต่ปีที่ 1-6 ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2544 จำนวน 30 เล่ม จากหลายสำนักพิมพ์ รวมถึงแบบเรียนที่ผลิตใน พ.ศ. 2520-2521 ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า แบบเรียนไทยยุคใหม่นำเสนอเนื้อหาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าแบบเรียนในอดีต เนื้อหาในแบบเรียนฯ พ.ศ. 2551 มีการกล่าวถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ ที่ปรากฏในแบบเรียนส่วนใหญ่แล้วเป็นวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ เช่น อาหาร ภาษา การแต่งกาย สถาปัตยกรรม นอกจากนั้น ส่วนใหญ่ยังมองวัฒนธรรมเป็นสิ่งตายตัว

ฐิติมดี ขยายความ ‘วัฒนธรรมเป็นสิ่งตายตัว’ ว่าเกิดจากการมองวัฒนธรรมแบบเหมารวม เช่น การพูดถึงชาวมุสลิมก็จะนึกถึงเพียงอาหารและการแต่งกาย ซึ่งเป็นการจัดประเภทวัฒนธรรม ทำให้เป็น ‘มาตรฐาน’ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการจัดการกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในรูปแบบหนึ่ง พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ได้รับการอ้างถึงมักจะเป็นวัฒนธรรมที่ ‘ขายได้’ ที่ให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ขณะที่วัฒนธรรมที่มีความสลับซับซ้อน เป็นความสัมพันธ์ของคน หรือเป็นผลของปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งนอกจากจะ ‘ขายไม่ได้’ แล้ว ยังเป็นสิ่งที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐ เนื้อหาวัฒนธรรมเช่นนี้จะไม่ถูกบรรจุในแบบเรียน แบบเรียนไม่มีการกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมทางอำนาจของคนต่างวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งของคนต่างวัฒนธรรม เช่น แบบเรียนไม่มีการกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมหรือการเอารัดเอาเปรียบระหว่างชนกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น ชาวเขา ชาวเล ชาวมุสลิม

บทสรุปของงานวิจัยดังกล่าว มีเนื้อหาบางตอนระบุถึงท่าทีของรัฐในแบบเรียนต่อวัฒนธรรมของชาวมุสลิมว่า ‘ในกรณีของชาวมุสลิม อาจมีการยอมรับเรื่องของอาหาร เช่น ชาชัก โรตี ข้าวหมกไก่ แต่ไม่ยอมรับการเรียกร้องเรื่องวันหยุดตามหลักศาสนา’ เมื่อกลับมามองที่ปัจจุบัน หลังกระทรวงศึกษาฯ ปรับวิธีการสอนวิชาประประวัติศาสตร์ใหม่ (เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2558) เพื่อให้นักเรียนมีความรักชาติ ปลูกฝังจริยธรรม เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี และประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ภายใต้ค่านิยม 12 ประการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้นโยบายไว้ แม้วิธีการสอนจะเปลี่ยนไป แต่ดูเหมือนในแง่เนื้อหา ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ จะไม่ต่างจากเดิม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในงานวิจัย และความจริงที่เกิดขึ้นจากการปรับวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้เรานึกย้อนกลับมาทบทวนและสำรวจตัวเองเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับคิดถึงบทสรุปตอนท้ายของงานวิจัยข้างต้นที่ว่า ถ้าการบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในอดีตเพื่อความเป็นเอกภาพ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็เป็นเครื่องมือของรัฐเช่นเดียวกันและเป็นเครื่องมือที่ถือว่าเหมาะกับยุคสมัยนี้ ที่ความมั่นคงของรัฐขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและค่านิยมเรื่องสิทธิมนุษยชน

ความเป็นไทย “อาณาจักรประเทศไทยขณะนี้เริ่มต้นจากอาณาจักรสุโขทัยดั้งเดิมจะมีคนไทยอยู่ในพื้นที่นี้หรือเปล่าผมก็ไม่รู้ ตอนนั้นผืนแผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมิก็มีแต่คนพม่า คนมอญ คนเวียดนาม คนเขมร แต่เราลืมไปครับว่าติ่งด้านล่างนั้นเป็นคนมลายู รัฐมลายูนี่เขามีมาช้านาน เขาพูดภาษามลายู เขามีเชื้อชาติมาเลย์ เขาพูดภาษามลายูก่อนที่พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย และตอนนั้นเขาอาจจะเป็นอาณาจักรศาสนาพุทธ ต่อมาเป็นอาณาจักรศาสนาฮินดู และเปลี่ยนมาเป็นอาณาจักรศาสนาอิสลาม เขาไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่น ในประวัติศาสตร์ของไทย 500-600 ปีนั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายมาก ที่นั่งอยู่ในที่นี้ ผมถามว่ามีใครกี่คนที่ไม่มีเลือดเนื้อต่างชาติหรือต่างชนชาติเลย แต่เราเป็นไทยไหม เป็นครับ เพราะเรารู้สึกเป็นไทย เรารักแผ่นดินไทย เรารักสถาบันไทย เรามีความสุขอยู่ในแผ่นดินไทย คนไทยมีทั้ง ไทย-จีน ไทย-เขมร ไทย-อาหรับ ไทย-พม่า ไทย-มอญ ไทย-ไทใหญ่ ไทย-ลาว ไทย-โปรตุเกส ไทย-มลายู ไทย-ญี่ปุ่น และเดี๋ยวนี้ไทย-ฝรั่งก็เต็มไปหมด เราลืมประวัติศาสตร์”

ไฟใต้และทางออก หลักของความสมานฉันท์ต้องเริ่มต้นจากการพูดความจริง ถึงแม้บางครั้งบางคราวความจริงจะเป็นสิ่งที่กระเทือนจิตใจคน แต่เราต้องใจกว้างครับ มาแบ่งว่าพวกเขาพวกเรา มาถือว่าเขาเป็นศัตรูไม่ได้ หลักการความสมานฉันท์คือ มันมีความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน จนมันบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนสองกลุ่ม หน้าที่ของรัฐต้องไม่ไปเสริมสร้างให้มีความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น รัฐต้องไม่ถือว่าใครเป็นศัตรู ทั้งสองกลุ่มเป็นพสกนิกรทั้งคู่ หน้าที่ของรัฐต้องเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของความจริง บนพื้นฐานของความยุติธรรม และบนพื้นฐานของความกล้ารับผิด กระบวนการก่อการร้าย กระบวนการที่เราเรียกว่าแบ่งแยกดินแดนของเมืองไทย หัวโจกมีอยู่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะใช้เป็นในเรื่องของการต่อรองว่า ขอให้เขามีส่วนในการปกครองตัวเอง ขอให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตของเขาเองบ้าง แต่เมืองไทยแปลกครับ คนไทย-พุทธที่อยู่ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นคนกลุ่มน้อย คนกลุ่มใหญ่เป็นคนมุสลิม แต่ถ้าเผื่อดูทั้งประเทศแล้ว คนไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นคนกลุ่มใหญ่ แต่คนมุสลิมเป็นคนกลุ่มน้อย มันต้องหาความสมดุล มันเป็นเรื่องของการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยอมรับในสิ่งที่เป็นจริง ยอมรับความผิดพลาดที่มีมาในอดีต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *