ยางพาราในภาคใต้

ยางพารา ภาค ใต้

ประเทศไทยส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้กว่า 4 แสนล้านบาท/ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปของวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น เช่น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางน้ำข้น หากชาวสวนยางพาราพัฒนาการผลิตยางพาราให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำยาง (Latex) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆ จะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

แหล่งปลูกยางพาราในประเทศไทย พื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศไทยรวมทั้งสิ้นประมาณ 19 ล้านไร่ ผลิตน้ำยางได้ประมาณ 3.6 ล้านตันต่อปี มีมูลค่าประมาณ 315,994 ล้านบาท แนวโน้มพื้นที่ปลูกยางนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปลูกมากที่สุดที่ภาคใต้ รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  10 จังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา นราธิวาส พังงา ระยอง กระบี่ และบึงกาฬ ตามลำดับ

พันธุ์ยางพารา ชาวสวนยางควรเลือกพันธุ์ปลูกที่ดีให้ผลผลิตสูง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากใช้พันธุ์ปลูกไม่ดี ถึงแม้จะดูแลบำรุงรักษาดีแค่ไหนก็ตาม ผลผลิตยางพาราก็อาจตกต่ำได้ ไม่คุ้มค่า พันธุ์ยางชั้น 1 เป็นพันธุ์ยางที่ทางสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรได้ศึกษา วิจัย และทดลองอย่างละเอียด แนะนำเกษตรกรให้ปลูกได้โดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก โดยแนะนำตามผลผลิตดังนี้

  •  กลุ่มให้ผลผลิตน้ำยางสูง  แนะนำพันธุ์เฉลิมพระเกียรติ 984, RRIT 251, RRIM 600, RRIT 226, BPM 24
  • กลุ่มให้ผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ แนะนำพันธุ์ PB 235, PB 255, PB 260, RRII 118

 ภาคใต้เขตฝั่งตะวันตก  ได้แก่  จังหวัดระนอง  ภูเก็ต พังงา   ส่วนใหญ่ของจังหวัดกระบี่ ตอนเหนือของจังหวัดตรัง และทางตอนใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,000 ถึง 5,000 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 161 ถึง 227 วันต่อปี อาจจะมีลมแรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อต้นยางพาราในบางพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเลือกพันธุ์ยางพาราเพื่อปลูกในเขตนี้ คือโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา โรคเส้นดำ และโรคใบจุดนูน ที่โดยส่วนใหญ่เกิดกับต้นยางพาราอายุน้อย 

 พันธุ์ยางที่แนะนำ  
กลุ่ม 1 สถาบันวิจัยยาง 251         สถาบันวิจัยยาง 226         BPM 24 
กลุ่ม 2 PB 235                          PB 260                          RRIC 110

         ภาคใต้เขตตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดชุมพร พื้นที่ทางด้านตะวันออกและส่วนกลางของจังหวัด
         สุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช  ด้านตะวันออกของจังหวัดกระบี่  ตรัง (ยกเว้นทางตอนเหนือ) พัทลุง  และจังหวัดสงขลา (ยกเว้นบริเวณชายแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย) พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝน ระหว่าง 1,800 ถึง 2,600 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 159 ถึง 174 วันต่อปี เป็นเขตที่ไม่มีข้อจำกัดในการเลือกพันธุ์ยางพารา สามารถปลูกได้ทุกพันธุ์ที่แนะนำ

         ภาคใต้เขตตอนใต้  ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส (ยกเว้นบริเวณที่อยู่ติดเขตชายแดนของประเทศมาเลเซีย)  พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝน ระหว่าง 2,000 ถึง 3,000 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 159 ถึง 174 วันต่อปี  เขตนี้อาจมีปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา  โรคเส้นดำ และโรคจุดนูนในบางปีที่มีปริมาณน้ำฝนมาก  และบางพื้นที่ในจังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสอาจมีปัญหาเนื่องจากสภาพลมแรง 

         พันธุ์ยางที่แนะนำ   
กลุ่ม 1 สถาบันวิจัยยาง 251        สถาบันวิจัยยาง 226         BPM 24 
กลุ่ม 2 PB 235                        PB 260 

ภาคใต้ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น  มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการปลูกยางพารามากกว่าภาคอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น ดิน ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ความเร็วลม และต้นยางพาราในภาคใต้เปิดกรีดได้เร็วกว่าภาคอื่นๆ ประมาณ 6 เดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วการให้ผลผลิตยางพาราของภาคใต้ให้ผลผลิตมากสุด ทั้งนี้พบว่าการให้ผลผลิตของต้นยางพาราไม่ว่าผลผลิตน้ำยางและหรือเนื้อไม้ขึ้นอยู่กับ 3 ประการ คือ พันธุ์ยาง ความเหมาะสมของพื้นที่ และการจัดการสวนยางพารา เพราะฉะนั้นในการปลูกสร้างสวนยางพารา นอกจากจะพิจารณาเลือกพันธุ์ยาง และการจัดการสวนยางพาราที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับปลูกยางพาราด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *